ภาษีนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR ที่ผลิตในจีน: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับผู้ประกอบการ
ภาษีนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR ที่ผลิตในจีน เป็นประเด็นสำคัญที่คุณต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องจักรจากจีน การรู้กฎระเบียบและอัตราภาษีจะช่วยให้คุณวางแผนงบประมาณได้อย่างแม่นยำ และหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการนำเข้า
การคำนวณภาษีนำเข้าอาจดูซับซ้อนในตอนแรก แต่เมื่อคุณเข้าใจองค์ประกอบหลักและขั้นตอนต่างๆ แล้ว มันจะช่วยให้กระบวนการนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR ของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเตรียมเอกสารที่ถูกต้องคือกุญแจสู่ความสำเร็จ
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับทุกแง่มุมเกี่ยวกับภาษีนำเข้าสำหรับสายการผลิตท่อ PPR จากจีน ตั้งแต่การจัดหมวดหมู่สินค้า อัตราภาษีที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงเคล็ดลับในการลดภาระภาษี เพื่อให้คุณสามารถนำเข้าเครื่องจักรคุณภาพสูงด้วยต้นทุนที่เหมาะสมที่สุด
1、ภาษีนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR จากจีน ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
1.1、อัตราภาษีศุลกากร (Customs Duty) ตามพิกัดสินค้า
1.2、ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่คุณต้องจ่าย
1.3、ภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) และค่าธรรมเนียมอื่นๆ
2、จะคำนวณภาษีนำเข้าได้อย่างไร? ขั้นตอนง่ายๆ
2.1、การหาพิกัดศุลกากร (HS Code) ที่ถูกต้องสำหรับสายการผลิต
2.2、สูตรการคำนวณภาษีนำเข้าอย่างง่าย
2.3、ตัวอย่างการคำนวณเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน
3、เคล็ดลับลดภาษีนำเข้าและค่าใช้จ่ายสำหรับคุณ
3.1、การใช้สิทธิ์ทางการค้า (เช่น FTA) ให้เป็นประโยชน์
3.2、การเจรจาราคา CIF/FOB กับซัพพลายเออร์
3.3、การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ
4、ขั้นตอนปฏิบัติและสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการนำเข้า
4.1、รายการเอกสารสำคัญที่ต้องมี (Invoice, Packing List, COO ฯลฯ)
4.2、ขั้นตอนการเคลียร์สินค้าผ่านศุลกากรไทย
4.3、การเลือกบริษัทขนส่งและตัวแทนออกของที่มีประสบการณ์
1、ภาษีนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR จากจีน ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

ภาษีนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR จากจีนสำหรับคุณนั้น โดยทั่วไปประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ 1) อากรขาเข้า (Import Duty) 2) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และ 3) ภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) อากรขาเข้าคำนวณจากมูลค่าสินค้า (CIF) ตามอัตราที่กำหนดในพิกัดศุลกากร ซึ่งสำหรับเครื่องจักรสายการผลิตท่อ PPR มักจะถูกจัดอยู่ในหมวดเครื่องจักรสำหรับการขึ้นรูปหรือการแปรรูปพลาสติก
คุณต้องทราบว่ามูลค่าที่ใช้ในการคำนวณภาษี (Customs Value) ไม่ใช่แค่ราคาเครื่องจักรเท่านั้น แต่รวมถึงค่าขนส่งและค่าประกันภัยจนถึงท่าเรือปลายทางในประเทศไทย (CIF) ด้วย ดังนั้นเมื่อคุณสั่งซื้อสายการผลิตจากผู้ผลิตเช่น APEX ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำจากจีนที่มีประสบการณ์ส่งออกไปทั่วโลก การทราบราคา FOB และค่าขนส่งล่วงหน้าจะช่วยให้คุณประมาณการภาษีได้แม่นยำยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) จะถูกคำนวณจากผลรวมของมูลค่าสินค้า CIF และอากรขาเข้าที่ต้องชำระ การเตรียมเอกสารเช่น Invoice และ Packing List ที่ชัดเจนจากซัพพลายเออร์จึงสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรประเมินมูลค่าสินค้าได้ถูกต้อง และป้องกันความล่าช้าหรือการประเมินภาษีที่สูงเกินไป
1.1、อัตราภาษีศุลกากร (Customs Duty) ตามพิกัดสินค้า
อัตราภาษีศุลกากรสำหรับสายการผลิตท่อ PPR จากจีนนั้น ถูกกำหนดโดย "พิกัดศุลกากร" หรือรหัส HS Code ที่สินค้าของคุณถูกจัดประเภทเข้าไป การหาพิกัดที่ถูกต้องเป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุด เพราะอัตราภาษีจะแตกต่างกันตามประเภทของเครื่องจักร
โดยทั่วไป สายการผลิตท่อ PPR มักถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เครื่องจักรสำหรับงานพลาสติกหรือยาง เช่น พิกัด 8477.10.90 (เครื่องอัดรีดพลาสติก) หรือ 8477.90.00 (ส่วนประกอบของเครื่องอัดรีด) คุณต้องปรึกษากับผู้ส่งออกในจีนหรือที่ปรึกษาด้านศุลกากรเพื่อยืนยันรหัส HS Code ที่แน่นอนสำหรับเครื่องจักรชุดสมบูรณ์ของคุณ
เมื่อทราบพิกัดศุลกากรแล้ว คุณก็สามารถตรวจสอบอัตราภาษีศุลกากรที่ประเทศไทยกำหนดสำหรับสินค้าจากจีนได้ ซึ่งภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) สินค้าหลายรายการ รวมถึงเครื่องจักรบางประเภท อาจได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (Tariff Preference) ซึ่งหมายความว่าอาจมีอัตราภาษีศุลกากรที่ต่ำกว่าอัตราปกติ หรือแม้กระทั่งเป็น 0%
อย่างไรก็ตาม การจะได้รับสิทธิ์นี้ สินค้าต้องเป็นไปตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และคุณต้องมีใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form E) ที่ออกโดยผู้ส่งออกในจีน ดังนั้น การสื่อสารกับซัพพลายเออร์เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดภาระภาษีของคุณ
การคำนวณภาษีศุลกากรจะใช้ฐาน "มูลค่าศุลกากร" (Customs Value) ของสินค้า ซึ่งโดยปกติคือมูลค่า CIF (Cost, Insurance, and Freight) ณ จุดนำเข้าเข้าไทย สูตรคือ: ภาษีศุลกากร = มูลค่าศุลกากร (CIF) x อัตราภาษีศุลกากร (%) การมีข้อมูลที่ถูกต้องจึงช่วยให้คุณประมาณการต้นทุนได้แม่นยำ
1.2、ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่คุณต้องจ่าย
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นส่วนสำคัญที่คุณต้องจ่ายเพิ่มจากอากรขาเข้าและภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) โดยทั่วไป อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมถึงสายการผลิตท่อ PPR จากจีน จะอยู่ที่ 7% ของมูลค่ารวมที่ใช้ในการคำนวณภาษี
มูลค่ารวมที่ใช้คำนวณ VAT นั้นประกอบด้วย มูลค่าสินค้าที่ระบุในใบ Invoice (CIF หรือตามเงื่อนไข Incoterms ที่ตกลงกัน) + อากรขาเข้า + ภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) + ค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า (เช่น ค่าประเมินราคา) สูตรการคำนวณคือ VAT = (CIF + อากรขาเข้า + ภาษีสรรพสามิต) x 7%
ยกตัวอย่างง่ายๆ หากมูลค่า CIF ของสายการผลิตท่อ PPR ของคุณคือ 1,000,000 บาท อากรขาเข้าคิดที่ 5% (50,000 บาท) และไม่มีภาษีสรรพสามิต มูลค่ารวมสำหรับคำนวณ VAT จะเป็น 1,050,000 บาท ดังนั้น VAT ที่คุณต้องจ่ายคือ 1,050,000 x 7% = 73,500 บาท
คุณควรทราบว่า ในฐานะผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว คุณอาจสามารถขอเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายไปจากการนำเข้าเครื่องจักรนี้ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่เครื่องจักรถูกนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีโดยรวมของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เช่น ใบขนสินค้าขาเข้า (Import Declaration) และใบเสร็จรับเงินการชำระอากรขาเข้าและ VAT เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการขอเครดิตภาษีหรือการตรวจสอบในอนาคต ควรเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้เป็นอย่างดี
1.3、ภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) และค่าธรรมเนียมอื่นๆ
ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีพิเศษที่เรียกเก็บจากสินค้าบางประเภทที่รัฐต้องการควบคุมหรือจำกัดการบริโภค สำหรับสายการผลิตท่อ PPR ที่นำเข้าจากจีน ข่าวดีคือโดยทั่วไปเครื่องจักรอุตสาหกรรมสำหรับการผลิตมักไม่ตกอยู่ในข่ายสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต อย่างไรก็ตาม คุณควรตรวจสอบรายการสินค้าฉบับล่าสุดจากกรมสรรพสามิตของไทยให้แน่ชัดเสมอ เพราะกฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง
นอกเหนือจากอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่คุณต้องคำนวณรวมในต้นทุนด้วย ค่าธรรมเนียมเหล่านี้รวมถึง ค่าธรรมเนียมพิธีการศุลกากร (Customs Formality Fee) ซึ่งเป็นค่าบริการในการดำเนินการผ่านพิธีการ, ค่าธรรมเนียมบริการของตัวแทนออกของ (Forwarder Fee) หรือบริษัทขนส่ง, ค่าประกันภัยการขนส่ง (Insurance Premium), และค่าขนส่งจากท่าเรือหรือสนามบินไปยังโรงงานของคุณ (Inland Transportation)
การประเมินค่าใช้จ่ายเหล่านี้ล่วงหน้าอย่างรอบคอบเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันส่งผลต่อต้นทุนรวมทั้งหมด (Landed Cost) ของสายการผลิตท่อ PPR ของคุณ การที่คุณมองข้ามค่าธรรมเนียมเหล่านี้ไป อาจทำให้งบประมาณบานปลายและกระทบต่อความคุ้มค่าของการลงทุนได้ ดังนั้น ในการขอใบเสนอราคา (Quotation) จากซัพพลายเออร์จีน คุณควรสอบถามให้ชัดเจนว่าเป็นราคาแบบใด เช่น EXW, FOB, หรือ CIF เพื่อที่คุณจะได้คำนวณค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือได้อย่างแม่นยำ
2、จะคำนวณภาษีนำเข้าได้อย่างไร? ขั้นตอนง่ายๆ

การคำนวณภาษีนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR จากจีนนั้นไม่ยากอย่างที่คิด ขั้นตอนหลักๆ มีดังนี้ ประการแรก คุณต้องทราบราคาสินค้า (CIF Value) ซึ่งรวมราคาเครื่องจักร ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยถึงท่าเรือปลายทางในประเทศไทย ราคานี้คือฐานในการคำนวณภาษี
ประการที่สอง ตรวจสอบรหัสพิกัดศุลกากร (HS Code) ของสายการผลิตท่อ PPR ที่คุณสั่งซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ในหมวดหมู่ 8477 สำหรับเครื่องจักรในการทำงานด้วยพลาสติกหรือยาง การมีรหัสที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะจะกำหนดอัตราภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่คุณต้องชำระ
ประการที่สาม นำมูลค่า CIF มาคูณกับอัตราภาษีนำเข้าตามพิกัดศุลกากรที่กำหนด จากนั้นคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% บนผลรวมของมูลค่า CIF และภาษีนำเข้าแล้ว ตัวอย่างเช่น หากมูลค่า CIF คือ 1,000,000 บาท และอัตราภาษีนำเข้าคือ 5% ภาษีนำเข้าจะเป็น 50,000 บาท จากนั้นคำนวณ VAT 7% จาก (1,000,000 + 50,000) = 1,050,000 บาท ซึ่งจะได้ VAT 73,500 บาท ดังนั้นภาษีรวมที่ต้องชำระประมาณ 123,500 บาท
การทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ที่เชี่ยวชาญ เช่น APEX (Qingdao Aipake Machinery Technology Co., Ltd.) ก็มีประโยชน์ พวกเขามักมีประสบการณ์ในการส่งออกเครื่องจักรและสามารถให้ข้อมูลเช่น Commercial Invoice และ Packing List ที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยให้คุณคำนวณมูลค่า CIF ได้แม่นยำและดำเนินกระบวนการศุลกากรได้รวดเร็วขึ้น
2.1、การหาพิกัดศุลกากร (HS Code) ที่ถูกต้องสำหรับสายการผลิต
การหาพิกัดศุลกากรหรือ HS Code ที่ถูกต้องสำหรับสายการผลิตท่อ PPR เป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดในการคำนวณภาษีนำเข้า HS Code นี้คือรหัสตัวเลขสากลที่ใช้ระบุประเภทสินค้า ซึ่งจะกำหนดอัตราภาษีอากร ศุลกากร และข้อกำหนดในการนำเข้าที่คุณต้องปฏิบัติตาม
สำหรับสายการผลิตท่อ PPR โดยทั่วไปแล้วมักจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เครื่องจักรสำหรับการแปรรูปพลาสติกหรือยาง คุณต้องมองหา HS Code ที่ครอบคลุม "เครื่องอัดรีด" (Extrusion Machines) โดยเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติก รหัสที่พบบ่อยอยู่ในตอนที่ 84 ของระบบฮาร์โมไนซ์ ซึ่งเกี่ยวกับเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ทางกล
คุณสามารถค้นหา HS Code ได้จากเว็บไซต์ของกรมศุลกากรไทย โดยใช้คำสำคัญเช่น "เครื่องอัดรีดพลาสติก" หรือ "สายการผลิตท่อ" อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสายการผลิตท่อ PPR เป็นระบบที่ประกอบด้วยหลายหน่วย (เช่น เครื่องอัดรีด, เครื่องเป่า, เครื่องพิมพ์, เครื่องตัด) การจัดหมวดหมู่จึงอาจซับซ้อน บางครั้งอาจต้องใช้รหัสสำหรับ "สายการประกอบ" หรือแยกส่วนประกอบออกมา
เพื่อความแน่นอนสูงสุด ขอแนะนำให้คุณปรึกษากับบริษัทขนส่งสินค้าหรือโบรกเกอร์ศุลกากรที่มีประสบการณ์ หรือสอบถามข้อมูลจากซัพพลายเออร์ในจีนโดยตรง พวกเขามักมีข้อมูล HS Code ที่ใช้ในการส่งออกบ่อยๆ และสามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นได้ การมี HS Code ที่แม่นยำจะป้องกันปัญหาการประเมินภาษีผิดประเภทและความล่าช้าในการเคลียร์สินค้าที่ท่าเรือ
2.2、สูตรการคำนวณภาษีนำเข้าอย่างง่าย
การคำนวณภาษีนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR จากจีนนั้น มีสูตรพื้นฐานที่คุณสามารถนำไปใช้ได้เอง เพื่อประเมินต้นทุนเบื้องต้น สูตรหลักประกอบด้วย: ค่าภาษีนำเข้า = ราคา CIF x อัตราภาษีนำเข้า โดยที่ราคา CIF คือมูลค่าสินค้าบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยจนถึงท่าเรือปลายทางในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะในความเป็นจริง ภาษีที่คุณต้องชำระมักประกอบด้วยสองส่วนหลัก: อากรขาเข้า และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ดังนั้น สูตรที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นคือ: ภาษีนำเข้าทั้งหมด = อากรขาเข้า + VAT โดยที่อากรขาเข้า = ราคา CIF x อัตราอากรขาเข้า และ VAT = (ราคา CIF + อากรขาเข้า) x 7%
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สมมติว่าสายการผลิตท่อ PPR ของคุณมีราคา CIF รวมเป็น 1,000,000 บาท และถูกจัดอยู่ในพิกัดศุลกากรที่มีอัตราอากรขาเข้า 5% การคำนวณจะเป็นดังนี้: อากรขาเข้า = 1,000,000 บาท x 5% = 50,000 บาท จากนั้นคำนวณ VAT = (1,000,000 บาท + 50,000 บาท) x 7% = 73,500 บาท ดังนั้น ภาษีนำเข้าทั้งหมดที่คุณต้องชำระ = 50,000 บาท + 73,500 บาท = 123,500 บาท
โปรดจำไว้ว่า การคำนวณนี้เป็นแบบง่ายและอาจมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ภาษีสรรพสามิต (หากมี) หรือค่าธรรมเนียมพิธีการศุลกากร แต่สำหรับสายการผลิตท่อ PPR ส่วนใหญ่ โครงสร้างภาษีหลักจะอยู่บนพื้นฐานนี้ การรู้สูตรนี้ช่วยให้คุณเปรียบเทียบต้นทุนทั้งหมดจากซัพพลายเออร์ต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.3、ตัวอย่างการคำนวณเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน
สมมติว่าคุณสั่งซื้อสายการผลิตท่อ PPR จากจีน มูลค่า CIF (รวมค่าขนส่งและประกันภัยถึงท่าเรือไทย) เป็นจำนวน 1,000,000 บาท สายการผลิตนี้ถูกจัดอยู่ในพิกัดศุลกากร 8477.10.90 ซึ่งมีอัตราอากรขาเข้า 0% แต่ยังต้องพิจารณาภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% และภาษีศุลกากรอื่นๆ (ถ้ามี)
ขั้นตอนแรก คุณต้องคำนวณฐานภาษีสำหรับ VAT โดยปกติคือมูลค่า CIF บวกกับอากรขาเข้า (ถ้ามี) ในกรณีนี้เนื่องจากอากรขาเข้าเป็น 0% ฐานภาษีจึงยังคงเป็น 1,000,000 บาท จากนั้นคำนวณ VAT 7% จากฐานนี้: 1,000,000 * 7% = 70,000 บาท ดังนั้นต้นทุนภาษีหลักที่คุณต้องจ่ายคือ VAT จำนวน 70,000 บาท
อย่างไรก็ตาม หากมีส่วนประกอบบางอย่างของสายการผลิตที่อาจถูกจัดอยู่ในพิกัดอื่นที่มีอากรขาเข้า (เช่น เครื่องควบคุมไฟฟ้าเฉพาะทาง) ฐานภาษีอาจสูงขึ้น สมมติว่ามูลค่า CIF 1,000,000 บาทนี้ มีส่วนของเครื่องควบคุมมูลค่า 200,000 บาท ที่ต้องเสียอากรขาเข้า 5% คุณจะต้องคำนวณอากรขาเข้าส่วนนั้นแยก: 200,000 * 5% = 10,000 บาท
จากนั้นฐานในการคำนวณ VAT จะเปลี่ยนเป็น มูลค่า CIF (1,000,000 บาท) + อากรขาเข้า (10,000 บาท) = 1,010,000 บาท VAT 7% จะเป็น 1,010,000 * 7% = 70,700 บาท ดังนั้นภาษีนำเข้าทั้งหมดที่คุณต้องชำระคือ อากรขาเข้า 10,000 บาท + VAT 70,700 บาท = 80,700 บาท
การคำนวณนี้แสดงให้เห็นว่าแม้อากรขาเข้าหลักจะเป็น 0% แต่การจัดประเภทพิกัดศุลกากรที่แม่นยำสำหรับทุกชิ้นส่วน และการรวม VAT เข้าไปในงบประมาณตั้งแต่แรกนั้นสำคัญมาก มันจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของต้นทุนทั้งหมดที่ต้องจ่ายเมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทยได้อย่างชัดเจน
3、เคล็ดลับลดภาษีนำเข้าและค่าใช้จ่ายสำหรับคุณ

เมื่อคุณเข้าใจโครงสร้างภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการมองหาโอกาสในการลดภาระภาษีและค่าใช้จ่ายโดยรวม ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี วิธีหนึ่งที่สำคัญคือการเจรจาราคาสายการผลิตท่อ PPR กับผู้ผลิตในจีนอย่างชัดเจน โดยควรให้ราคานั้นรวมค่าขนส่งถึงท่าเรือ (FOB) หรือแม้แต่รวมค่าประกันและค่าระวาง (CIF) เพื่อให้คุณสามารถประมาณการค่าใช้จ่ายได้แม่นยำขึ้น และหลีกเลี่ยงการถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมที่ไม่คาดคิด
การเลือกผู้ผลิตที่เชื่อถือได้และมีประสบการณ์ส่งออก เช่น บริษัท Qingdao Apex Machinery Technology Co., Ltd. (APEX) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรระดับสูงที่มีชื่อเสียง ก็เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญในการส่งออกมักจะช่วยเหลือคุณในเรื่องเอกสารการส่งออกที่ถูกต้อง (เช่น ใบอนุญาตส่งออก, ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการผ่านพิธีการศุลกากรที่รวดเร็วและอาจมีผลต่ออัตราภาษีได้
อีกเคล็ดลับคือการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ประเทศไทยอาจมีกับจีนภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form E) ที่ออกโดยผู้ผลิตในจีนสามารถช่วยให้คุณได้รับสิทธิลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้าได้ สายการผลิตท่อ PPR ที่ผลิตโดยบริษัทเช่น APEX ซึ่งมีใบรับรองคุณภาพและมาตรฐานสากล มักจะผ่านเกณฑ์เหล่านี้ได้ง่ายกว่า
สุดท้าย การวางแผนการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพก็ช่วยลดต้นทุนได้ เช่น การจัดรวมสินค้ากับผู้นำเข้าอื่นๆ (Consolidation) หรือการเลือกเส้นทางและบริษัทขนส่งที่เหมาะสม การปรึกษากับบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้า (Freight Forwarder) ที่มีประสบการณ์ในการนำเข้าเครื่องจักรจากจีนก็เป็นทางเลือกที่ดี เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างราบรื่นและประหยัดที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ
3.1、การใช้สิทธิ์ทางการค้า (เช่น FTA) ให้เป็นประโยชน์
การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับคุณในการลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR จากจีน ก่อนอื่น คุณต้องตรวจสอบว่าประเทศของคุณและจีนมีข้อตกลง FTA ร่วมกันหรือไม่ และสินค้าที่คุณนำเข้า (สายการผลิตท่อ PPR) ถูกบรรจุอยู่ในบัญชีสินค้าที่ได้รับสิทธิ์หรือไม่
การจะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ คุณต้องเตรียมหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin หรือ Form E สำหรับอาเซียน-จีน) ที่ออกโดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตในจีน เอกสารนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ศุลกากรประเทศของคุณใช้พิจารณาให้อัตราภาษีพิเศษ กระบวนการขออาจต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ขาย (ซัพพลายเออร์) ในจีนเพื่อให้ข้อมูลและความช่วยเหลือที่จำเป็น
อย่าลืมศึกษาข้อกำหนดเกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) อย่างละเอียด เพราะไม่ใช่แค่สินค้าที่ผลิตในจีนจะได้รับสิทธิ์ทันที สายการผลิตท่อ PPR นั้นอาจมีส่วนประกอบที่นำเข้าจากประเทศที่สาม ซึ่งอาจส่งผลต่อสิทธิ์ในการได้รับภาษีพิเศษ การเข้าใจกฎเหล่านี้จะช่วยให้คุณและซัพพลายเออร์สามารถเตรียมเอกสารได้ถูกต้องและครบถ้วน
การลงทุนเวลาเพื่อศึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับ FTA อาจดูยุ่งยากในขั้นแรก แต่ผลตอบแทนในรูปของการประหยัดภาษีนำเข้าจำนวนมากนั้นคุ้มค่าเสมอ มันไม่เพียงลดต้นทุนรวมของโครงการของคุณ แต่ยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวอีกด้วย
3.2、การเจรจาราคา CIF/FOB กับซัพพลายเออร์
การเลือกเงื่อนไขการค้าระหว่าง CIF และ FOB เป็นหนึ่งในการตัดสินใจทางการเงินที่สำคัญที่สุดในการนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR จากจีน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าการประเมินเพื่อเสียภาษีนำเข้า และการควบคุมค่าใช้จ่ายโดยรวมของคุณ
ภายใต้เงื่อนไข FOB (Free On Board) คุณจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงทั้งหมด ตั้งแต่ที่ท่าเรือต้นทางในจีนเป็นต้นไป ซึ่งรวมถึงค่าขนส่งทางเรือหลัก ค่าประกัน และค่าภาษีนำเข้าที่ประเทศปลายทาง ข้อดีคือคุณสามารถควบคุมและเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ด้วยตัวเองได้ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้หากคุณเจรจาได้ดี และที่สำคัญ มูลค่ารายการสินค้า (Transaction Value) สำหรับการคำนวณภาษีมักจะต่ำกว่า เพราะไม่รวมค่าระวางเรือและค่าประกัน ทำให้ฐานภาษีนำเข้าลดลง
ในทางตรงกันข้าม เงื่อนไข CIF (Cost, Insurance and Freight) ซัพพลายเออร์ชาวจีนจะเป็นผู้จัดหาค่าขนส่งทางเรือและค่าประกันมายังท่าเรือปลายทางที่คุณกำหนด ข้อดีคือความสะดวกสบาย เพราะซัพพลายเออร์จัดการให้คุณเกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการขนส่งและประกันจะถูกบวกเข้าไปในใบ Invoice ซึ่งหมายความว่ามูลค่ารายการสินค้าสำหรับคำนวณภาษีจะสูงขึ้น ส่งผลให้คุณอาจต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงกว่าโดยใช้ฐานที่กว้างกว่า
กลยุทธ์การเจรจาที่แนะนำคือ คุณควรขอใบเสนอราคาทั้งสองรูปแบบ (CIF และ FOB) จากซัพพลายเออร์เสมอ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและวิเคราะห์อย่างละเอียด อย่าลืมถามรายละเอียดเกี่ยวกับบริการโลจิสติกส์ที่รวมอยู่ในราคา CIF เช่น บริษัทเรือ ขนาดตู้ ประเภทประกัน เป็นต้น จากนั้นให้คำนวณต้นทุนทั้งหมด (Landed Cost) ของทั้งสองทางเลือก โดยรวมภาษีนำเข้าที่จะเกิดขึ้นจากมูลค่ารายการสินค้าที่แตกต่างกันด้วย
หากคุณมีผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เชื่อถือได้ในประเทศจีน หรือมีปริมาณการนำเข้าที่มากพอที่จะเจรจาค่าระวางเรือได้เอง การเลือกเงื่อนไข FOB มักจะให้ความยืดหยุ่นและโอกาสในการประหยัดต้นทุน (รวมถึงภาษี) ได้มากกว่า การเจรจาในจุดนี้คือการขอราคาเครื่องจักรที่แยกจากค่าขนส่งอย่างชัดเจนภายใต้เงื่อนไข FOB
สุดท้ายนี้ ข้อตกลงที่ชัดเจนในสัญญาซื้อขายเป็นสิ่งสำคัญ ระบุเงื่อนไข (Incoterms) รุ่นปีที่ใช้ (เช่น Incoterms® 2020) และจุดส่งมอบให้ชัดเจน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ป้องกันข้อพิพาท แต่ยังทำให้คุณสามารถประมาณการภาระภาษีนำเข้าและค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ เป็นพื้นฐานของการวางแผนงบประมาณนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR ของคุณ
3.3、การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ
การเตรียมเอกสารนำเข้าให้ครบถ้วนถูกต้องเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งในการหลีกเลี่ยงค่าปรับและความล่าช้า โดยทั่วไปแล้ว เอกสารหลักที่คุณต้องจัดเตรียมสำหรับการนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR จากจีน ได้แก่
เอกสารสำคัญอันดับแรกคือใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading/Air Waybill) และใบแจ้งหนี้การค้า (Commercial Invoice) ซึ่งต้องระบุรายละเอียดสินค้า มูลค่า FOB หรือ CIF อย่างชัดเจนและตรงกับความเป็นจริง การประเมินมูลค่าสินค้าต่ำเกินไปเพื่อลดภาษีอาจนำไปสู่การถูกปรับและตรวจสอบที่เข้มงวดในอนาคต
คุณต้องมีใบกำกับสินค้า (Packing List) ที่ระบุน้ำหนักสุทธิ น้ำหนักรวม ขนาดและจำนวนหีบห่ออย่างละเอียด ข้อมูลนี้จะใช้ในการตรวจสอบและคำนวณค่าธรรมเนียมต่างๆ นอกจากนี้ ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะหากคุณต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามข้อตกลงการค้าเสรี เช่น ASEAN-China FTA
สำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า ใบรับรองมาตรฐานหรือใบรับรองคุณภาพจากผู้ผลิต (เช่น CE Certificate) อาจจำเป็นต้องใช้เพื่อพิสูจน์ว่าสินค้าผ่านมาตรฐานความปลอดภัย เอกสารทั้งหมดควรแปลเป็นภาษาไทยและรับรองสำเนาถูกต้อง หากจำเป็น
การทำงานอย่างใกล้ชิดกับตัวแทนออกของจีนและบริษัทขนส่งหรือโบรกเกอร์ศุลกากรในประเทศไทยจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าเอกสารทุกฉบับถูกต้องและครบถ้วน การส่งเอกสารไม่ครบหรือมีข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจทำให้สินค้าค้างอยู่ที่ด่านศุลกากรและเกิดค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาและค่าปรับที่ไม่จำเป็น ซึ่งเพิ่มต้นทุนโดยรวมของคุณอย่างมาก
4、ขั้นตอนปฏิบัติและสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการนำเข้า

เมื่อคุณตัดสินใจสั่งซื้อสายการผลิตท่อ PPR จากผู้ผลิตในจีน เช่น APEX ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีเครื่องจักรพลาสติกและยางขั้นสูง ขั้นตอนการนำเข้าและเอกสารที่ต้องเตรียมถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการ ขั้นตอนแรกที่คุณต้องดำเนินการคือการหาพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในการขนส่งและศุลกากร (Freight Forwarder & Customs Broker) ซึ่งจะช่วยคุณในเรื่องการจัดส่งทางเรือหรือทางอากาศ และดำเนินการเคลียร์สินค้าที่ท่าเรือปลายทางในประเทศไทย
เอกสารสำคัญที่คุณต้องเตรียมมีหลายอย่าง เริ่มจาก Invoice และ Packing List จากผู้ขาย (APEX) ซึ่งต้องระบุรายละเอียดสินค้า ราคา และน้ำหนักอย่างชัดเจน เอกสาร Bill of Lading หรือ Air Waybill เป็นหลักฐานการเป็นเจ้าของสินค้าและสัญญาขนส่ง นอกจากนี้ คุณต้องมีใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ซึ่งบางครั้งอาจจำเป็นสำหรับการขอสิทธิพิเศษทางภาษี รวมถึงเอกสารอื่นๆ ตามที่กรมศุลกากรไทยกำหนด เช่น ใบอนุญาตนำเข้า (ถ้าจำเป็น) และข้อมูลรายละเอียดของบริษัทคุณ
หลังจากสินค้าเดินทางถึงท่าเรือไทย ตัวแทนศุลกากรของคุณจะยื่นเอกสารและคำนวณภาษีนำเข้าตามประเภทและมูลค่าสินค้า คุณควรตรวจสอบการจัดประเภทพิกัดศุลกากร (HS Code) ของสายการผลิตท่อ PPR ให้ถูกต้องกับกรมศุลกากรล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าหรือการประเมินภาษีที่ผิดพลาด การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องจะช่วยให้กระบวนการนำเข้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และคุณก็จะได้รับเครื่องจักรคุณภาพจาก APEX เพื่อเริ่มต้นการผลิตได้ทันเวลา
4.1、รายการเอกสารสำคัญที่ต้องมี (Invoice, Packing List, COO ฯลฯ)
เอกสารนำเข้าที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการชำระภาษีนำเข้าให้ราบรื่น เอกสารหลักที่คุณต้องเตรียมมีดังนี้
ใบแจ้งหนี้ (Commercial Invoice): เอกสารนี้เป็นพื้นฐานสำหรับการประเมินมูลค่าสินค้าเพื่อคำนวณอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องระบุรายละเอียดผู้ซื้อ-ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า (รวมรุ่นและประเภทของสายการผลิต) ราคาต่อหน่วยและราคารวม FOB/CIF เงื่อนไขการชำระเงิน และลายเซ็นอย่างชัดเจน
ใบกำกับสินค้า (Packing List): ต้องสอดคล้องกับ Invoice โดยระบุน้ำหนักรวม-น้ำหนักสุทธิ ขนาดและจำนวนหีบห่อ (ลัง/พาเลท) และรายละเอียดการบรรจุในแต่ละหีบห่อ เอกสารนี้ช่วยให้ศุลกากรตรวจสอบสินค้าได้สะดวก
หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin - COO): เป็นเอกสารยืนยันว่าสินค้าผลิตในจีน ซึ่งจำเป็นสำหรับการขอใช้อัตราภาษีพิเศษภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (ถ้ามี) เช่น ASEAN-China FTA (Form E) ตรวจสอบกับซัพพลายเออร์ของคุณให้แน่ใจว่าได้ COO ที่ถูกต้อง
เอกสารการขนส่ง (Bill of Lading/Air Waybill): เป็นหลักฐานความเป็นเจ้าของสินค้าและสัญญาขนส่งระหว่างคุณกับบริษัทขนส่ง ต้องแนบมาพร้อมกับเอกสารชุดอื่นๆ
นอกจากนี้ คุณอาจต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติม เช่น ใบรับประกันคุณภาพ ข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องจักร ใบอนุญาตนำเข้า (ถ้าจำเป็นสำหรับเครื่องจักรบางประเภท) และใบอนุญาตธุรกิจของคุณ ควรตรวจสอบกับบริษัทขนส่งหรือโบรกเกอร์ศุลกากรของคุณล่วงหน้าให้แน่ใจ
4.2、ขั้นตอนการเคลียร์สินค้าผ่านศุลกากรไทย
ขั้นตอนการเคลียร์สินค้าผ่านศุลกากรไทยเริ่มต้นทันทีที่เรือหรือเครื่องบินบรรทุกสินค้าของคุณถึงท่าเรือหรือสนามบินในประเทศไทย คุณหรือตัวแทนออกของ (Customs Broker) ที่แต่งตั้งจะต้องยื่นเอกสารต่อกรมศุลกากรเพื่อขออนุญาตนำสินค้าเข้า
เอกสารหลักที่คุณต้องเตรียมสำหรับการยื่นขอเคลียร์ศุลกากร ได้แก่ ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading/Air Waybill), ใบแจ้งหนี้การค้า (Commercial Invoice), ใบกำกับสินค้า (Packing List), ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) หากมี และเอกสารอื่นๆ ตามที่ศุลกากรกำหนด เช่น ใบอนุญาตนำเข้า (ถ้าจำเป็นสำหรับเครื่องจักรบางประเภท) การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องจะช่วยเร่งกระบวนการได้อย่างมาก
หลังจากยื่นเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะตรวจสอบและประเมินราคาสินค้า (Customs Valuation) เพื่อคำนวณค่าภาษีและอากรที่คุณต้องชำระ ซึ่งจะประกอบด้วยอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีอื่นๆ (เช่น ภาษีสรรพสามิต หากเครื่องจักรเข้าข่าย) คุณจะได้รับใบแจ้งหนี้ชำระเงิน (Tax Invoice) จากกรมศุลกากร
เมื่อคุณชำระค่าภาษีและอากรครบถ้วนแล้ว ศุลกากรจะพิจารณาว่าจำต้องมีการตรวจสอบสินค้าทางกายภาพ (Physical Inspection) หรือไม่ โดยอาจสุ่มตรวจหรือตรวจตามความเสี่ยง หากไม่มีการตรวจหรือตรวจผ่านแล้ว ศุลกากรจะออกใบปล่อยสินค้า (Release Notification) ทำให้คุณสามารถเคลื่อนย้ายสายการผลิตท่อ PPR ออกจากพื้นที่ท่าเรือหรือคลังสินค้าศุลกากร (Free Zone) ไปยังโรงงานของคุณได้
โปรดทราบว่า การมีตัวแทนออกของที่มีประสบการณ์และน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ขั้นตอนนี้รวดเร็วและลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดลงได้ พวกเขาจะช่วยคุณจัดการกับเอกสารและประสานงานกับกรมศุลกากรโดยตรง
4.3、การเลือกบริษัทขนส่งและตัวแทนออกของที่มีประสบการณ์
การเลือกบริษัทขนส่งและตัวแทนออกของ (Freight Forwarder) ที่มีประสบการณ์เฉพาะทางในการนำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรมจากจีน ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดว่ากระบวนการนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR ของคุณจะราบรื่นหรือเต็มไปด้วยอุปสรรค ตัวแทนที่ดีจะไม่เพียงจัดการการขนส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ปรึกษาที่ช่วยคุณนำทางผ่านความซับซ้อนของพิธีการศุลกากร การจัดเตรียมเอกสาร และการลดความเสี่ยงต่างๆ
คุณควรมองหาบริษัทที่มีประวัติการทำงานกับสินค้าประเภทเครื่องจักรกลหรืออุปกรณ์การผลิตโดยเฉพาะ พวกเขาควรมีความเข้าใจในลักษณะทางกายภาพของสายการผลิตท่อ PPR เช่น ขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก หรืออาจต้องแยกชิ้นส่วนขนส่ง ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกประเภทการขนส่ง (เรือ รถไฟ หรืออากาศ) การบรรจุหีบห่อที่เหมาะสม และการประกันภัยที่ครอบคลุม
ประสบการณ์ในการจัดการกับกรมศุลกากรไทยเป็นสิ่งสำคัญ ตัวแทนที่ดีจะรู้กฎเกณฑ์ล่าสุด รหัสพิกัดศุลกากร (HS Code) ที่ถูกต้องสำหรับเครื่องจักรผลิตท่อ PPR และสามารถให้คำแนะนำเพื่อลดค่าภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การใช้เอกสาร Certificate of Origin (COO) ประเภทใดที่จะได้ประโยชน์สูงสุด พวกเขาจะช่วยตรวจสอบและจัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เช่น ใบ Invoice, Packing List, Bill of Lading และเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าในการเคลียร์สินค้าที่ท่าเรือ
อย่ามองเพียงราคาค่าบริการที่ถูกที่สุดเท่านั้น ให้พิจารณาความน่าเชื่อถือ การสื่อสารที่รวดเร็วชัดเจน (ควรสื่อสารภาษาไทยได้ดี) และเครือข่ายที่แข็งแกร่งทั้งในจีนและไทย การขอรายชื่อลูกค้าเก่าเพื่อสอบถามประสบการณ์โดยตรงก็เป็นวิธีที่ดีในการประเมิน คุณกำลังมอบหมายความรับผิดชอบในสินค้าที่มีมูลค่าสูงและสำคัญต่อธุรกิจของคุณ ให้เลือกผู้ที่สามารถจัดการได้อย่างมืออาชีพและทำให้คุณมั่นใจได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
หวังว่าคู่มือภาษีนำเข้าสายการผลิตท่อ PPR ที่ผลิตในจีนนี้ จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมและสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น การทำความเข้าใจกฎระเบียบตั้งแต่เริ่มต้นคือการลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาและความล่าช้าในขั้นตอนการนำเข้า
การเลือกซื้อสายการผลิตท่อ PPR จากจีนไม่เพียงแต่ได้เครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีทันสมัยและราคาคุ้มค่าเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความรู้ด้านภาษีและการนำเข้าที่ถูกต้อง เพื่อให้โครงการของคุณประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ อย่าลืมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทขนส่งสินค้าที่มีประสบการณ์เพื่อความมั่นใจ
หากคุณกำลังมองหาพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในจีน เราแนะนำให้คุณรู้จักกับ Qingdao Apex Machinery Technology Co., Ltd. (APEX) บริษัทของเราก่อตั้งขึ้นในปี 2014 และเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรพลาสติกและยางคุณภาพสูงระดับไฮเอนด์ โดยมีศูนย์วิศวกรรมระดับจังหวัดและฐานการผลิตอัจฉริยะ เรามีความเชี่ยวชาญในการให้โซลูชั่นอุตสาหกรรมที่ทันสมัย ประหยัดพลังงาน และชาญฉลาด สินค้าของเราครอบคลุมสายการผลิตท่อความแม่นยำสูงสำหรับการแพทย์และอุตสาหกรรม และได้รับการส่งออกไปยังกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์การให้บริการลูกค้ารายใหญ่กว่าพันราย เราพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งสำหรับธุรกิจของคุณ

